More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  If that's OK with youPhotosProfileFriendsBlog Tools Explore the Spaces community

Blog

March 09

What's Love

กว่าจะมีรักได้สักครั้ง
บางคนต้องใช้เวลาเกือบครึ่งค่อนชีวิต 
บางคนแทบจะหมดหวังจนถึงบั้นปลายของชีวิต
และกว่าจะได้ความรักมา 
แต่ละคนต้องใช้เวลา ความอดทน 
ความพยายาม ลงทุน ลงแรง ทุ่มใจ และกาย
 



ด้วยเหตุผลที่ คนเราคือ มนุษย์ปุถุชนธรรมดา 
ที่ตกอยู่ในห้วงกิเลสตัณหา 
อยากได้ อยากมี เพราะทุกคน มีความคิด 
ความรู้สึก พฤติกรรม ดี เลว 
ล้วนแต่สร้างความพึงพอใจ ไม่พึงพอใจ แตกต่างกันไป

ฉะนั้น จงอย่าวาดหวัง ให้คนรักเป็นดั่งที่ต้องการ 
และจงยอมรับว่า นี่คือโลกแห่งความเป็นจริง 
ที่มีเกิด เสื่อมคลาย และดับสูญ

แม้แต่สรีระของเราเอง เสื่อมโทรมไปดามกาลเวลา 
ความรักจึงต้องถดถอย 
เสื่อมคลายลงไปบ้าง แต่คำว่ารัก 
ยังติดตรึง อยู่ในส่วนลึกของหัวใจเสมอ 
อย่าคาดหวังว่า ความรักที่ เขามอบให้เรา 
จะพอกพูนทวีตามกาลเวลา

และอย่านำความสวย หล่อ ความรู้ ความสามารถ 
และความรู้สึกของตัวเอง
เป็นการเปรียบเทียบ เพื่อให้ได้รับความรัก
จากอีกฝ่ายหลายเท่าทวีคูณ 
เพราะความรักที่คุณรัก แบบไม่แบ่งรักให้ใคร 
สิ่งใดเลย นอกจากเขาคนเดียว

แต่เขา รักแม่ รักพ่อ รักญาติ รักเพื่อน และสิ่งอื่น ๆ อีก
เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ที่มีจิตใจสะอาด
มีจิตสำนึกในการให้ความรักตอบแทนผู้อื่น
และเป็นธรรมชาติของคน
ย่อมมีความรักสิ่งอื่น อย่างอื่นด้วย

รักบุพการีเทิดไว้เหนือดวงใจ 
รักญาติพี่น้องเพราะมีสายเลือดและความผูกพัน 
รักเพื่อน เพราะความใกล้ชิด เคยทุกข์ สุข ร่วมกันมา
รักคนรักอย่างบุรุษพึงรักอิสตรี
และอิสตรีรักบุรุษ ซึ่งแตกต่างไปจากทุกรัก
รักเพื่อร่วมชีวิต รักเพื่อมีเพศสัมพันธ์
รักเพราะต้องการสร้างความมั่นคงเป็นปึกแผ่น 
รักที่ต้องการมีผู้สืบสกุล 
รักหวังใช้ชีวิตบั้นปลายและดูแลทุกข์สุขกันและกัน

ถ้าเขาแยกแยะ รักเหล่านี้ออกจากกันไม่ได้ 
คุณจะรู้สึกสูญเสียเขาไปทุกวัน  
เพราะจะมีรักอื่น ตามติดมาไม่ขาดสาย

ตราบเท่าที่คุณยังแบ่งรักไม่ถูก 
ชีวิตจะตกอยู่ในภาวะกลัดกลุ้ม ขัดเคืองเคืองขุ่น 
เมื่อเขา พูดถึงสิ่งอื่น คนอื่นด้วยความรัก 
บนความรักเช่นนี้ คุณจะเป็นทุกข์ 
ทรมานและวิตกกังวลตลอดเวลา

มิใช่คุณคนเดียว เขาก็ตกอยู่ในฐานะเดียวกัน ใหม่ ๆ
อาจจะปลื้มกับรักมากมายมหาศาล 
แต่พอนาน ๆ เข้าจะกลายเป็นความอึดอัด
รำคาญ เบื่อหน่าย จะนำไปสู่ความโกรธ

เมื่อไหร่คุณมีความโกรธ ความเกลียดจะยืนอยู่ใกล้ ๆ 
และเมื่อเกลียด ก็จะรับความรู้สึกหวงแหนไม่ได้
ความแค้นจะตามมา 



คุณจะมีความสุขกับรักเช่นนี้ได้อย่างไร? 
รักที่เคยยิ่งใหญ่ จะมลายหายไป ในที่สุด
กลายเป็นอดีตที่อยู่กับความทรงจำอย่างเจ็บปวด 
ปัจจุบันมีคนมากมายที่มีความคิดแบบนี้ 
เพราะต่างหิวโหยความรัก 
บ้างก็เป็นโรคขาดรักมาตั้งแต่เกิด
บ้างขาดรักเมื่ออยู่ในวัยเรียน
บ้างไร้รักเมื่ออยู่ในที่ทำงาน บ้างไม่เคยมีคนรัก

ครั้นมาพบคนที่ตัวรัก จึงทุ่มเทความรัก 
ความหวังทั้งหมด โดยไม่เหลือเผื่อใคร... 
นอกจากเขา เพียงผู้เดียว

ดังนั้นเมื่อมีรัก และได้รัก จงแยกแยะความรัก 
โดยมีสติและเหตุผล ก่อนคุณจะได้รักจากเขา
เขามีรักให้คนอื่นก่อนแล้ว 
และความรักนั้นเป็นรักตอบแทนที่บริสุทธิ์ 
บอกและเตือนตัวคุณเสมอ ก่อนจะมีรักและได้รัก 
คุณต้องใช้เวลา ฟันฝ่า แหวกวงล้อมความดี
ความชั่วมามากเท่าไหร่

กว่าจะถึงวันนี้ ...
ก่อนจะรักกันลำบากแสนเข็ญ 
แต่ตอนเผลอ ทำรักหล่นหาย
ช่างง่ายดายในพริบตา ...

February 19

เพื่อนย่อมเข้าใจในสิ่งที่เพื่อนเป็น

เพื่อน
"เพื่อน" การที่จะรับใครสักคนเข้ามาเป็น "เพื่อน"
คงไม่ใช่เรื่องยากแค่เราเปิดใจให้กันและกัน แต่ถ้า
"เพื่อนสนิท เพื่อนรัก เพื่อนกินเพื่อนตาย" ล่ะ
ความหมายมันแตกต่างจากคำว่าเพื่อนแค่ไหนในความรู้สึกของคุณ

มีนิทานอยู่เรื่องหนึ่งอยากจะเล่าให้ฟัง มีเนื้อหาดังนี้
ไก่ กระต่าย เป็ด และหมู เป็นเพื่อนกัน
ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานทั้งสี่เริ่มที่จะสนิทกัน
มากขึ้นเรื่อย ๆ ไก่...ขยัน อดทน ตื่นแต่เช้า
หาอาหารมาให้ทั้งตัวเองและเพื่อน
กระต่าย...น่ารัก สุภาพ พูดจาอ่อนหวาน เป็นที่รักและเอ็นดูของทุก ๆ ตัว
เป็ด...โผงผาง ใจร้อน เสียงดัง พูดจาตรง ๆ หมู...ขี้เกียจ พูดจากระโชก
โฮกฮาก ไม่สะอาดแต่รักเพื่อนเป็นที่หนึ่ง สามารถทำอะไรเพื่อเพื่อนได้เสมอ

ด้วยการเดินทางที่ต้องผ่านปัญหาและอุปสรรคมากมาย ทั้งสี่จึงสนิทและรักกันมาก
ทุกตัวล้วนมีความสำคัญให้แต่ละตัวซึ่งกันและกัน
วันหนึ่งทั้งสี่ตัวต้องเดินทางผ่าน
โคลนสกปรก เหม็น และมีแต่เชื้อโรคทั้งสี่ตัว ไม่มีทางเลือกอื่น
จำเป็นที่จะต้องเดินผ่านบ่อโคลนนี้


หากจะเดินกันไปทีละตัว แต่ละตัวต้องสกปรก และป่วยด้วยเชื้อโรคนั้นแน่นอน

หมูจึงรับอาสาที่จะให้เพื่อนขี่หลังเพื่อเดินข้ามไป

กระต่ายจึงพูดขึ้นว่า "ใช่แล้ว มันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง
เพราะหมูตัวโตและแข็งแรง"
หมูได้ยินเช่นนั้นจึงดีใจและภูมิใจ เป็ดเลยพูดขึ้นว่า
"และหมูก็ชอบเล่นโคลนสกปรกอยู่แล้วนี่หว่า ก๊ากกกก"
หมูเองได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะต่อกัน
กระต่ายเลยพูดขึ้นว่า "ไปว่าหมูอย่างนั้นได้ยังไง เดี๊ยวหมูก็เสียใจหรอก"
หมู : "ไม่เป็นไรหรอก ฉันรับได้ เพราะถึงยังไงเราก็เพื่อนสนิทกัน
พูดมาแบบนี้ ฉันไม่ถือหรอก"
เป็ด : "ใช่แล้ว เราสนิทและรักกันมาก และรู้ใจกัน เรื่องแค่นี้พูดกันเล่นๆ
แค่นั้นเอง"
ไก่ : "งั้นเราเดินทางกันต่อเถอะ เดี๋ยวจะมืดซะก่อน"
ทั้งสามจึงขึ้นหลังหมูแล้วเดินไป

ในระหว่างที่อยู่ในโคลน เป็ด มองไปเห็นไส้เดือน
จึงใช้ปากคุ้ยโคลนเพื่อที่จะกินไส้เดือน
ในระหว่างที่คุ้ยโคลน โคลนเกิดกระเด็นไปโดนกระต่าย กระต่ายเลยสกปรกไปด้วย
กระต่าย : "เป็ด ระวังหน่อยสิ โคลนมันกระเด็นมาโดนฉันนะ"

เป็ด : "อะไรกัน แค่นี้เอง เดี๋ยวผ่านบ่อโคลนไปค่อยทำความสะอาดก็ได้นี่"
กระต่าย : "แต่มันไม่เหมือนเดิม เพราะขนขาว ๆ
ของฉันมันก็คงเป็นรอยเปื้อนอยู่ดี"
ไก่ : "เอาน่า หยุดได้แล้ว นิดเดียวเองนะกระต่าย เป็ดเองก็ไม่ได้ตั้งใจ
ดูหมูซิ
เค้าเปื้อนทั้งตัวแถมต้องแบกเราอีก เค้ายังไม่บ่นซักคำ"
กระต่ายด้วยความเคืองนิด ๆ
จึงพูดออกมาโดยไม่ทันคิดว่า "ก็หมูสกปรกนี่ ไม่เหมือนฉัน ฉันต้องสะอาด
สกปรกไม่ได้" หมูเองได้ยินเช่นนั้น
ก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่เหตุใดเพื่อนถึงพูด
กับเขาเช่นนั้น หมูก็ร้องไห้

ไก่จึงพูดขึ้นว่า "แล้วนี่คือสิ่งที่หมูต้องได้รับเหรอ กับการที่เค้าเป็นหมู
มีนิสัยเป็นหมู
เค้าต้องได้รับแต่สิ่งสกปรกเท่านั้นเหรอ แล้วการที่เป็ดกินอะไรแล้วต้องคุ้ย
แล้วไก่อย่างฉันต้องเขี่ยอย่างนี้ มันเป็นพื้นฐานนิสัยที่ติดตัวเรามาตลอดนะ
เราเลือกได้เหรอ"

ไก่ : "ความแตกต่างของแต่ละตัว ไม่เหมือนกัน เราเป็นเพื่อนกัน ต้องเข้าใจและ
เปิดใจรับสิ่งที่ไม่สวยงาม และสิ่งที่สวยงามซึ่ง กันและกันสิ
ไม่มีใครที่สวยงามได้ตลอดเวลานะ"

เป็ดจึงพูดขึ้นว่า "ฉันก็คิดว่าเราสนิทและรักกันมาก
เชื่อใจกันรับรู้ในสิ่งที่แต่ละตัวเป็นแล้ว
ฉันไม่ทันนึกว่าเธอรับฉันแบบนี้ไม่ได้ฉันขอโทษนะ"

กระต่ายได้ยินเช่นนั้นจึงพูดขึ้นว่า "จริงสินะ เราเป็นเพื่อนกัน
แถมเป็นเพื่อนรักกันด้วย
ทำไมฉันถึงไม่เข้าใจนะว่าเราทั้งสี่แตกต่างกัน
แต่เรายังสามารถผ่านอุปสรรคต่าง

มาด้วยกันได้ขนาดนี้ หแล้วแต่ละตัวเราก็ไม่เหมือนกันเลย"
"ฉันขอโทษนะที่ฉันเป็นอย่างนี้"

หมูกล่าวขึ้นว่า "ไม่เป็นไรหรอกกระต่าย ฉันก็เข้าใจว่าเธอน่ารัก สะอาด
และจิตใจ
อ่อนไหว เธอก็ไม่เหมือนกับฉัน
บางครั้งฉันก็พูดอะไรหรือทำอะไรที่กระโชกโฮกฮากไป
บางครั้งเธออาจจะรับไม่ได้ แต่ฉันคิดว่าด้วยความที่เราเป็นเพื่อนรักกัน
เธอคงจะรับฉันได้ซักวันหนึ่ง"

กระต่าย : "ฉันเองก็ขอโทษด้วยที่ฉันอ่อนไหวเกินไปแบบนี้
ฉันก็หวังว่าสักวันหนึ่ง
เราแต่ละตัวที่แตกต่างกันคงเข้ากันได้และ
ยอมรับในสิ่งที่แตกต่างกันของแต่ละตัวได้"

ไก่จึงพูดขึ้นบ้างว่า "เอาล่ะ แต่ละตัวก็เข้าใจกันแล้วนะ
ด้วยความแตกต่างของแต่ละตัว
และด้วยความที่เรารักและสนิทกันและก็รู้จักกันมานาน
บางครั้งจึงทำอะไรโดยไม่ทันคิด
แต่ทำให้อีกคนรู้สึกไม่ดี
ฉันคิดว่าคงไม่ได้ตั้งใจและเผลอทำอะไรไปก็เท่านั้น"

เป็ด : "เราเข้าใจกันดีแล้วนะ งั้นเราเป็นเพื่อนที่รักและสนิทกันมากขึ้นนะ
เพราะเราก็รับในสิ่งที่แตกต่างของแต่ละตัวได้แล้ว"
หมู : "ใช่แล้ว งั้นเราทั้งสี่ มาร่วมกันและตั้งใจที่จะเดินไปข้างหน้าพร้อม

กันและเดินเคียงข้างกันอย่างนี้ตลอดไปนะ"

หมู เป็ด ไก่ กระต่าย : "ไชโย เราเป็นเพื่อนรักกัน"
แล้วทั้งสี่ก็เดินไปด้วยกัน
อยู่เคียงข้างกันไป ตลอดเส้นทางเดินแห่งนั้น......

จากนิทานเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่า ด้วยความแตกต่างของแต่ละตัว อาจจะทำให้เกิด
ความไม่เข้าใจและไม่พอใจในอีกฝ่าย และบางครั้งด้วยความที่ทั้งสี่สนิทกันมาก
การกระทำบางอย่างที่แสดงออกไปจึงไม่ทันคิดว่า อาจจะไปทำร้ายความรู้สึก
หรือทำให้ใครอีกคนไม่เข้าใจ แต่ด้วยความที่ทั้งสี่คือเพื่อนรัก เพื่อนสนิท
เพื่อนที่รู้จักรู้ใจกันมานาน
จึงทำให้ทั้งที่กลับมาเป็นเพื่อนรักและเพื่อนสนิทกันได้
อย่างเดิมคำว่าเพื่อนรักของคุณ คุณให้ความหมายและความสำคัญของคนที่คุณ
ให้เค้าเป็นเพื่อนได้แค่ไหน คำตอบอยู่ที่ตัวคุณเอง บางครั้ง
คุณอาจจะได้รับในสิ่งที่คุณ
ไม่คาดคิดมาก่อนว่าเพื่อนสนิทจะทำอย่างนี้กับคุณ แต่หากมองย้อนกลับไป
คุณเองก็อาจจะทำอะไรที่ไม่คาดคิดกับเพื่อนของคุณได้เช่นกัน

กลับมามองอีกทีว่า คุณให้ความหมายกับเพื่อนของคุณมากแค่ไหน
เพื่อนที่มีแต่สิ่งที่ดีให้แก่กันแค่นั้นเหรอ
เพื่อนที่จะยิ้มและสนุกไปด้วยกันแค่นั้นเหรอ
แล้วหากวันหนึ่ง เกิดฝ่ายใดทำอะไรที่ไม่ดีหรือไม่สวยงามขึ้นมาล่ะ
คุณเข้าใจและรับรู้ในสิ่งเหล่านั้นได้มากแค่ไหน
คุณสามารถที่จะให้อภัยในสิ่งที่ผิดพลาด

ทั้งที่อาจจะเกิดจากความตั้งใจและไม่ตั้งใจได้มากน้อยแค่ไหน...

คำตอบย่อมอยู่ในใจคุณดี....
กลับมามองและเข้าใจเพื่อนของคุณดีแล้วหรือยัง
เข้าใจเพื่อนของคุณมากน้อยแค่ไหน

เมื่อคุณอ่านข้อความข้างต้นจบ....คุณคิดถึงใครล่ะ????
คุณเท่านั้นที่รู้คำตอบ

ของขวัญที่คุณมอบให้กันได้ทุกวัน จริง ๆ นะ

ของขวัญ

ของขวัญอันล้ำค่าเหล่านี้

ไม่ต้องรอมอบให้กันในช่วงเทศกาล
เราสามารถมอบให้ผู้อื่นได้ตลอดปี
และเมื่อเรามอบของขวัญนี้แก่ผู้ให้แล้ว
ผลที่ได้รับ มีคุณค่ามากมายมหาศาล

 

ของขวัญจาก การฟัง

จงตั้งใจฟังผู้อื่นให้มาก
อย่าขัดจังหวะการพูด หรือขัดคอคนอื่น
พูดให้น้อย ฟังให้มาก

 

ของขวัญจาก ภาษากาย

อย่าอายที่จะแสดงความรักแก่ครอบครัว หรือเพื่อนของคุณ
การแสดงออกเล็ก ๆ น้อย ๆ
ที่บอกให้พวกเขารู้ถึงความสนิทสนมที่คุณมีให้
จับมือ โอบไหล่ สวมกอด หอมแก้ม ฯลฯ

 

ของขวัญจาก ความเบิกบาน

แบ่งปันเสียงหัวเราะ และความสนุกสนานให้คนรอบข้าง
มีเรื่องสนุก อย่าแอบหัวเราะคนเดียว

 

ของขวัญจาก การเขียน

กระดาษโน้ตที่เขียนด้วยลายมือของคุณเอง
เช่น ฉันรักคุณจังเลย ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ
จะสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับคนอ่านได้ไม่น้อย

 

ของขวัญจาก คำชม

ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ไม่ว่าใครก็อยากจะได้รับคำชม
เช่น ผมทรงนี้ดูดีจัง กับข้าวอร่อยมากเลยนะ

 

ของขวัญจาก ความมีน้ำใจ

ความจริงพวกเราทุกคนล้วนมีน้ำใจ
สภาพสังคมที่ต้องแก่งแย่งแข่งขันอยู่ตลอด
ทำให้น้ำใจของหลายคนเกิดอาการหลับใน
การแบ่งปันให้กัน จะทำให้โลกเราน่าอยู่ขึ้น

 

ของขวัญจาก เวลาส่วนตัว

บางเวลาคนเราก็อาจอยากอยู่เงียบ ๆ ตามลำพัง
อย่าลืมเคารพสิทธิผู้อื่นด้วยปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว
เมื่อเขาต้องการ

 

ของขวัญจากการ ให้กำลังใจ

คนเรายามที่จิตใจท้อแท้ ก็เหมือนรถน้ำมันหมด
ช่วยเติมกำลังใจให้คนอื่นทุกครั้งที่มีโอกาส
ใจเย็น ๆ นะ เดี๋ยวก็มีทางแก้ ยากกว่านี้ เธอยังทำได้เลย
สักวันรถคุณเองก็อาจจะขาดน้ำมันเหมือนกันก็ได้

 

ของขวัญจาก มธุรสวาจา

คำพูดดี ๆ ทำให้เกิดความประทับใจต่อกันได้ดี
อย่าลืมคำพื้นฐานอย่าง ขอบคุณ ขอโทษ
คุณอยากฟังคำพูดดี ๆ คนอื่นเขาก็เหมือนกัน

 

และที่สำคัญ
มันเป็นของขวัญที่มาจากใจโดยไม่ต้องลงทุนสักแดงเดียว

อ๋อ นี่เหรอที่มาของมนุษย์

ในวันแรกที่พระเจ้าสร้างโลก พระเจ้าได้สร้างวัวขึ้นคู่หนึ่ง และบอกกับวัวว่า 
 
          "วันนี้เราได้สร้างเจ้าขึ้นในฐานะของวัว เพื่อทำงานหนักกลางทุ่งนา ท่ามกลางแสงแดดจ้าทั้งวัน แล้วเราจะให้เจ้ามีชีวิตยืนยาว 50 ปี" 
 
          วัวย้อนกลับว่า "ชีวิตที่ยากลำบากเช่นนี้ จะให้มีอายุยาวถึง 50ปี น่ะหรือ? ฮึ! เมินเสียเถอะ ขอแค่มีอายุเพียง 20 ปี ก็พอแล้วล่ะ เอาคืนไปเลย 30 ปี ถ้าได้ก็โอเค" 
 
          และพระเจ้าตอบตกลง 
  
          วันต่อมาพระเจ้าสร้างสุนัขขึ้น และบอกกับมันว่า "เราสร้างเจ้าขึ้นในฐานะของสุนัข หน้าที่ของเจ้าคือ นั่งอยู่ที่ประตูบ้านและเห่าเมื่อมีคนเข้ามา แล้วเราจะให้เจ้ามีอายุยืนถึง 20 ปี" 
 
          สุนัขได้ฟังก็พูดขึ้นว่า "นั่งเฝ้าหน้าประตูบ้าน 20 ปี! ช่างเป็นชีวิตที่น่าเบื่ออะไรเช่นนี้ ขอคืนชีวิต 10 ปี ก็แล้วกัน"

          พระเจ้าตอบตกลง 
  
          วันต่อมาพระเจ้าสร้างลิงขึ้น และบอกกับลิงว่า "เราสร้างเจ้าขึ้นในฐานะของลิง หน้าที่ของเจ้าคือ สร้างความสนุกสนาน และใช้เล่ห์เหลี่ยมของลิงหลอกล่อคนให้หัวเราะ แล้วเราจะให้เจ้ามีอายุยืน 20 ปี"

          ลิงได้ฟังจึงตอบว่า "อะไรนะ..ทำให้คนหัวเราะ ทำหน้าลิงและเล่ห์กลต่างๆ ตั้ง 20 ปี น่ะเหรอ? ไม่เอาด้วยหรอก ขอคืนชีวิตไป 10 ปี เหลือแค่10 ปี ก็แล้วกัน" 
 
          พระเจ้าตอบตกลง 
  
          วันต่อมาพระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้น และบอกว่า "เราสร้างเจ้าขึ้นในฐานะที่เป็นมนุษย์ หน้าที่ของเจ้าคือ กิน นอน เที่ยว เล่นสนุกสนาน โดยไม่ต้องทำงานใดๆ เราจะให้เจ้ามีชีวิต 20 ปี"

          มนุษย์ได้ฟังก็ต่อรองว่า "ชีวิตที่สบายเช่นนี้ แล้วท่านจะให้เรามีชีวิตแค่ 20 ปี น่ะเหรอ เอาอย่างนี้ดีกว่าเราขอชีวิตที่วัวคืนชีวิตให้ท่าน 30 ปี สุนัข 10 ปี และลิง 10 ปี มาเป็นของเรา เพื่อให้เรามีอายุยืนถึง 70 ปี ตกลงไหม?" 
 
          พระเจ้าตอบตกลง 
  
          นั่นเป็นเหตุผลว่า...

           ทำไมชีวิตของเราในช่วง 20 ปีแรก จึงเต็มไปด้วยความสนุกสนาน กิน นอน เล่น และไม่ต้องทำอะไรมากมาย 
           30 ปีต่อมา ต้องทำงานหนักทั้งวัน เพื่อสร้างครอบครัว 
           10 ปีต่อมา เกษียณอยู่ที่บ้าน เฝ้าหน้าบ้าน และตะคอกคนที่ผ่านไปมา 
           10 ปีต่อมา เป็นปู่/ย่า ตา/ยาย ที่ต้องทำหน้าลิง และเล่ห์กลต่างๆ เพื่อหลอกล่อหลาน!
 
          อ่านจบแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาเป็นวัวกันต่อไปนะพี่น้อง อย่าอู้!!!!